วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

mid-term test

โอ้ยยยย พรุ่งนี้สอบของอาจารย์เฟรสแร้วคร๊าบบบ
จะทำได้ม๊ายยยยเนี่ย โอ้ยยย เครียดๆๆ
สู้ สู้ นะเพื่อนๆ ตั้งจัยอ่านหนังสือ Get A นะจ๊ะ........
-------------------------------------------------

วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

class 17 july

วันนี้เรียนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะสอบ Mid Term แล้ว รู้สึกเหมือนไม่มีอะไรในหัวเรยอ่ะ

วันนี้เรียนเรื่องทฤษฎีต่างๆเยอะแยะไปหมด ลองมาดูกัน

1.ลัทธิการค้านิยม
-ประเทศจะมั่งคั่งก็ต่อเมื่อ “ต้องส่งออกให้มากที่สุด และนำเข้าให้น้อยที่สุด (โดยการช่วยเหลือจากรัฐ)”
2.ทฤษฎีความได้เปรียบโดยสมบูรณ์
-อดัม สมิธ (Adam Smith)
- ความได้เปรียบในการผลิตที่ประเทศหนึ่งสามารถผลิตสินค้าได้เท่ากับที่ประเทศอื่นผลิตได้โดยใช้ปัจจัยการผลิตที่น้อยกว่า


3.ทฤษฎีการได้เปรียบเปรียบเทียบ
- เดวิด ริคาร์โด (David Ricardo)
- ประเทศที่มีความได้เปรียบในสินค้าชนิดใดควรทำการผลิตสินค้าประเภทนั้น และซื้อสินค้าที่ตนไม่มีความชำนาญ

4.ทฤษฎีของแฮกเชอร์ ออแลง
- หลักการที่สำคัญคือ ความแตกต่างทางการผลิตนั้นเกิดจากการที่ประเทศมี Factor Endowments ที่ต่างกัน ทำให้มีต้นทุนทางด้านปัจจัยการผลิตที่ต่างกัน ดังนั้นประเทศหนึ่งๆ ควรจะส่งสินค้าออกที่ตนสามารถผลิต โดยใช้ปัจจัยการผลิตที่ตนเองมีมาก แล้วสั่งซื้อสินค้าที่การผลิตจะต้องใช้ปัจจัยการผลิตที่มีน้อยหรือหาได้ยากในประเทศ

5.ทฤษฎีวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์
- เมื่อสินค้ามีความต้องการมากขึ้นในตลาดต่างประเทศจึงมีการส่งออกจากสหรัฐอเมริกาไปขาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นในกลุ่มผู้มีรายได้สูง จนกระทั่งมีความต้องการในต่างประเทศที่มากขึ้น ทำให้มีการนำไปผลิตภายนอกเพื่อเพิ่มจำนวนการผลิต และส่งกลับมาขายในอเมริกา โดยมีต้นทุนการผลิตต่ำ เนื่องจากสามารถผลิตได้เป็นแบบจำนวนมากๆ (Mass production) ทำให้อเมริกากลายสภาพจากผู้ส่งสินค้าเป็นผู้สั่งซื้อสินค้า

*************************************************
นี่แหละ ลองเอาเนื้อหามาจากสไลด์คร่าวๆอ่ะ
วันนี้ดูทุกคนจะตั้งใจกันเป็นพิเศษเผื่อว่าตรงไหนอาจารย์แนะแนว
ว่าจะออกข้อสอบจะได้รีบจดกัน ข้อสอบคงจะต้องยากแน่ๆเรยอ่ะ
ไม่แน่ใจตัวเองว่าจะทำได้รึป่าวอ่ะ กลัวมากๆเรย ทั้งวิชาอ.เฟรสและอ.กู๊ดเรย เซงจิงๆ
ใกล้สอบแร้ว เพื่อนๆก้อขยันๆอ่านหนังสือกันหน่อยน๊า
หวังว่าอาจารย์น่าจะใจดี ให้คะแนนและเกรดดีๆด้วยเถิด สาธุ!!! ^^

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

class 10 july

อาจารย์ งด class อ่ะ

เพื่อนโทรมาบอกว่า อาจารย์ไม่สบายเป็นไข้หวัด แต่ไม่รุ้ว่า ไข้หวัดใหญ่รึป่าว ? ^^

วันนั้นก้อเรยไปนั่งทำงาน เตรียม present ของ อาจารย์กู๊ดกัน กับอีกกลุ่ม

หลังจากวันนั้น ก้อเพิ่งจะมีเวลามานั่งเล่นเน็ตอย่างเป็นทางการ เรยต้องอัพช้าอีกแล้ว แหะๆ

ยังงัยก้อขอให้อาจารย์หายจากไข้เร็วๆนะคะ..

(หรือว่าหายแร้ว หลายวันแร้วหนิเนอะ ^^)

เดี๋ยววันศุกร์นี้ก้อได้เรียนกับอาจารย์เฟรสแร้ว...แร้วเจอกันนะคะ

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

class 03 july

วันนี้ มีงาน IBM Society ^^ ณ โรงอาหาร 2 ก้อได้เข้าไปร่วมกิจกรรมเข้าชมรม
ลงชื่อไปหลายที่มาก ลงชื่อจนงง? ไปหมดเรย แต่ที่แน่ๆได้สะสมเพชรด้วย...วู้วววว
แร้วก้อยังได้บัตรลด MK มาด้วยแหละ ลดตั้ง 10% แหนะดีใจจัง บัตรดูหน้าตาไฮโซสวยมาก
แร้วก้อเข้าไปเรียนวิชาอาจารย์เฟรส วันนี้จับใจความเรื่องที่เรียนได้ว่า Creolization..
ประมาณว่า การนำวัฒนธรรมในประเทศ เข้าไปแทรกซึมเข้าไปกลืนกิน ครอบคลุมให้กับประเทศอื่นๆ
ประมาณนี้แหละมั้ง^^ เรยลองไปหาข้อมูลความหมายดูได้มาว่า

Creolization” ที่หมายถึงการกลืนกินชาติอื่นด้วยวัฒนธรรมของชาติผู้รุกราน สิ่งสำคัญ
การศึกษาในเรื่องของวัฒนธรรม ความเป็นชาติ ซึ่งต้องย้อนกลับไปว่า ภาษา ความเชื่อ ฐานคติ ประเพณีหรือข้อห้ามทางสังคมหนึ่งๆ เหล่านี้เป็นรากฐานที่มาของคำว่า Creolization ซึ่งหากจะแปลให้ตรงกับสมัยใหม่ ก็คือ การกลืนกินชาติอื่นด้วยวัฒนธรรมของชาติผู้รุกราน

ปัจจุบันแนวคิดเรื่อง Creolization เริ่มรุนแรงมากขึ้น เพราะอเมริกาเริ่มคิดว่าการชนะด้วยสงครามเศรษฐกิจคงจะทำไม่ได้ง่ายนัก หากแต่ใช้ “สงครามวัฒนธรรม” (Cultural War) ก็จะสามารถชนะได้ในทุกภูมิภาคของโลกโดยการส่งสินค้าอเมริกันตามเข้าไปเมื่อกลืนวัฒนธรรมของชาตินั้นได้แล้ว เช่น การเปลี่ยนวิถีชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ของคนให้ดื่มกาแฟตอนเช้า กินขนมปังไส้หมูหรือฮอทดอก เวลากระหายน้ำก็ดื่มน้ำอัดลมที่มีอยู่เพียง 2 ยี่ห้อที่จะทำให้เป็นคนรุ่นใหม่ หรือคนทันสมัย เสื้อผ้า กระเป๋า รถยนต์ สารพัดที่เป็นสไตล์อเมริกัน ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยการตลาดย้อนยุค (Retro Marketing) ที่เราเห็นๆ กันอยู่ถ้าเรารู้และเข้าใจในสิ่งที่ชาติมหาอำนาจของโลกกำลังใช้วิธี “การกลืนชาติอื่นด้วยวัฒนธรรมของชาติมหาอำนาจ” เราคงต้องกลับมาย้อนหรือพิจารณาดูว่าประเทศไทยหรือชาติของเราจะมีวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งและเพียงพอที่จะต่อต้านยุทธศาสตร์ระดับโลกของชาติมหาอำนาจที่เรารู้จักนี้ได้หรือไม่


อาจารย์ได้ยกตัวอย่างของชาติ เกาหลี ที่เข้าไปกลืนกินชาติญี่ปุ่น...
โดยประเทศเกาหลี นำแฟชั่นต่างๆเข้าไปแทรกซึมในประเทศญี่ปุ่นก่อน จะเห็นได้ชัดว่า
ประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อน รู้จักแฟชั้นของญี่ปุ่นมาก
เกาหลี่ก้อเรยใช้วิธีนำวัฒนธรรมของตัวเองเข้าไปในญี่ปุ่นก่อน
แร้วไทยจึงรู้จัก อาจผ่านทาง ซีรีส์เกาหลี โฆษณา ดารา/นักแสดง นักร้อง
ซึ่งคนไทยก้อรับแฟชั่นเข้ามาเป็นที่นิยมอย่างมาก
แร้วอาจารย์ก้อให้คิดว่า เราจะนำวัฒนธรรมไทยเข้าไปแทรกซึมประเทศอื่นๆได้อย่างไร
ก้อได้ทำไปว่า วัฒนธรรมไทยที่เด่นๆก็คือ อาหารไทย และ ศิลปะการป้องกันตัว
โดยอาหารไทย-เช่น ส้มตำ ต้มยำกุ้ง ผัดไท ซึ่งเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ
คิดว่าน่าจะไปแทรกซึมในทางยุโรปได้ดี โดยใช้กลยุทธ์
โดยการไปเปิดร้านอาหารไทยในต่างประเทศ จัดบูทแสดงสินค้าอาหาร ให้ได้ชิมรสชาติ
มีการปรับระดับรสชาติให้เข้ากับต่างประทศ
จัดทำอาหารสำเร็จรูปส่งออก และใช้โฆษณาโปรโมทสินค้าให้เป็นที่นิยม
ส่วน ศิลปะการป้องกันตัว เช่น มวยไทย
จะใช้กลยุทธ์ โดยจัดแข่งขันมวยไทย แล้วถ่ายทอดสดไปยังต่างประเทศ
จักบุคลากรของไทย ไปเปิดที่เรียน สอนเกี่ยวกับมวยไทย อย่างถูกต้อง
นำศิปะการป้องกันตัว ไปประยุกต์ใช้กับโฆษณา จะได้เป็นที่รุ้จักอย่างแพร่หลาย
วันนี้ก้อมีประมาณนี้แหละ....ไว้ครั้งหน้ามาอัพกันใหม่นะจ๊ะ
--------------------------------------------------------------------


class 26 june

เนื่องจาก เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่สบาย เรยไม่ได้เล่นเน็ตเรยอ่ะ...

ก้อเรยมาขออัพย้อนหลังกันหน่อยละกัน เมื่อ Class 26 june 09 จับใจความได้ว่าเรีนยเรื่องเกี่ยวกับ

ปัจจัยธุรกิจและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เรยตั้งจัยมาอัพความรู้เพิ่มซักหน่อย


~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

ปัจจัยในการดำเนินธุรกิจ
การดำเนินธุรกิจต้องอาศัยหลาย ๆ ปัจจัยประกอบกัน จึงจะเกิดกิจกรรมในการประกอบธุรกิจ จะขาดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งไม่ได้ โดยทั่วไปปัจจัยพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจมี 4 ประเภท ที่เรียกว่า 4 M ได้แก่
1. คน (Man) ถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด เพราะธุรกิจต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความคิดของคน มีคนเป็นผู้ดำเนินการหรือเป็นผู้จัดการ จึงจะทำให้เกิดกิจกรรมทางธุรกิจหลายรูปแบบ ซึ่งในวงจรธุรกิจมีคนหลายระดับ หลายรูปแบบ ทั้งระดับผู้บริหาร ผู้ใช้แรงงานร่วมกันดำเนินการ จึงจะทำให้ประสบความสำเร็จในการประกอบธุรกิจ
2. เงิน (Money) เงินทุนเป็นปัจจัยในการดำเนินธุรกิจอีกชนิดหนึ่งที่ต้องนำมาใช้ในการลงทุนเพื่อให้เกิดการประกอบธุรกิจโดยธุรกิจแต่ละประเภทใช้ปริมาณเงินทุกที่แตกต่างกัน ธุรกิจขนาดใหญ่ย่อมใช้เงินทุนสูงกว่าธุรกิจขนาดเล็กกว่า ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจจึงต้องมีการวางแผนในการใช้เงินทุน และการจัดหาเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อทำให้การดำเนินธุรกิจไม่ประสบปัญหาด้านเงินทุน และก่อให้เกิดผลตอบแทนสูงสุดคุ้มกับเงินที่นำมาลงทุน
3. วัสดุหรือวัตถุดิบ (Material) ในการผลิตสินค้าต้องอาศัยวัตถุดิบในการผลิตค่อนข้างมาก ผู้บริหารจึงต้องรู้จักการบริหารวัตถุดิบให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดต้นทุนด้านวัตถุดิบต่ำสุด อันจะส่งผลให้ธุรกิจมีผลกำไรสูงสุดตามมา
4. วิธีปฎิบัติงาน (Method) เป็นวิธีการในการปฎิบัติงานในแต่ละขั้นตอนของการดำเนินธุรกิจ ซึ่งต้องมีการวางแผนและควบคุม เพื่อให้การปฎิบัติงานมีประสิทธิภาพ เกิดความคล่องตัว สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกกิจการ
----------------------------------------
สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ
แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ
1. ปัจจัยแวดล้อมที่ควบคุมได้ หมายถึง สภาพแวดล้อมภายในทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการ
ภายในของธุรกิจ เช่น 1. วัตถุประสงค์ของธุรกิจ
2. ทรัพยากรของธุรกิจ
3. การจัดการ
2. ปัจจัยแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้ หมายถึง สภาพแวดล้อมภายนอกกิจการที่ผู้ประกอบการ
ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น 1.ปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจ
2. ปัจจัยแวดล้อมทางด้นสังคม
3. ปัจจัยแวดล้อมทางด้านการเมืองและกฏหมาย
4. ปัจจัยแวดล้อมทางด้านเทคโนโลยี
5. ปัจจัยแวดล้อมทางการแข่งขัน
*********************************