วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2552

class 18 Sep บอกแนวข้อสอบ Final

week เป็น สัปดาห์สุดท้ายแร้ว

อาจารย์ได้แนะแนว แนวข้อสอบ ที่จะมีขึ้นใรการสอบ final...


โอ้วววว กลัวจะได้คะแนนไม่ดีจัง ตอนมิดเทอม ทำได้ประมาณ 12 เกื่อบๆ 13

เพราะ อาจารย์บอกแนวกว้างมากเรยอ่า อ่านไม่ถูกเรยเพราะเยอะมากๆ
สมองก้อไม่ค่อย จะฉลาดล้ำเลิศซักเท่าไหร่

ครั้งนี้อยากให้คะแนนออกมาดีจัง ต้องฟิตๆหน่อย...แนวที่อาจรย์บอกว่าจะตรงรึป่าวน๊า

อาจารย์อย่าโหดกับคะแนนมากนะคะ ช่วยๆพวกหนูหน่อยน๊า.....

เทอมนี้ก้อจบการเรียนการสอนกับอ.เฟรสแร้ว โชคดีกันนะเพื่อนๆ

ขอบคุณอาจารย์ที่ได้สอนมาจนจบเทอมนะคะ...ไว้มีโอกาสหน้าคงได้เจอกันใหม่ (อดใจรอไม่ไหว ^^ )

class 4 Sep &class 11 Sep

สอง week นี้เรียนปกติค่ะ
เกี่ยวกับเรื่อง

กิจการร่วมค้า (Joint Venture) หรือ Consortium

(ก) กิจการร่วมค้า ได้แก่ กิจการที่ดำเนินร่วมกันเป็นทางค้าหรือหากำไรระหว่าง บริษัทกับบริษัท บริษัทกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล บริษัทและหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กับบุคคลธรรมดา หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล หรือห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือนิติบุคคลอื่น
(ข) โดยทั่วไปไม่ถือเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หากแต่ถือเป็นห้างหุ้นส่วน ตามมาตรา 1012 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
(ค) ในทางภาษีอากร ถือว่ากิจการร่วมค้าเป็น "บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล" ซึ่งถือเป็นหน่วยทางภาษีอากรแยกต่างหากจากผู้เข้าร่วมค้าแต่ละราย จึงต้องมี และใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรเพื่อการปฏิบัติการทางภาษีอากรในนามของกิจการร่วมค้านั้นๆ
(ง) สำหรับกิจการ Consortium โดยทั่วไป มีลักษณะเหมือนกับกิจการร่วมค้า กล่าวคือ ผู้เข้าร่วมกิจการ Consortium ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก โดยเฉพาะคู่สัญญาโดยไม่จำกัดจำนวน แต่ผู้ร่วมค้ากิจการ Consortium จะไม่มีการลงทุน และไม่มีการประกอบกิจการร่วมค้ากันเพื่อนำกำไรมาแบ่งกัน เพียงแต่เข้าประมูลงานร่วมกัน เมื่อได้งานแล้วก็จะแบ่งงานกันทำเป็นสัดเป็นส่วนของแต่ละคน จึงไม่ถือเป็นหน่วยทางภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร



และ

Mode of Entry:: การเ้ข้าสู่ธุรกิจระหว่างประเทศ :: แยกออกเป็น 6 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้

Exporting
Turnkey Projects
Licensing
Franchising
Joint Ventures
Wholly Owned Subsidiaries


**ซึ่ง Licensing และ Franchising มี Concept คล้ายคลึงกัน แต่จะมีความแตกต่างบ้างบางประการ
ความเหมือน : เป็นการให้สิทธิ๋ในการผลิต
ความแตกต่าง : Licensing เมื่อมีการให้สิทธิ์ในการผลิตแล้ว บริษัทแม่จะไม่สนใจว่าจะมีการผลิตอย่างไร! ให้มีการจัดการเอาเอง


* แต่ Franchising บริษัทแม่จะวิเคราะห์ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น Location หรืออะไรก็ตาม ต้องวิเคราะห์ให้แน่ใจว่าเมื่อขายสิทธิ์ในการผลิตแล้ว การขายในครั้งนี้จะไม่ขาดทุน เป็นต้น

ช่องทางที่เกี่ยวกับการค้า เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุด เช่น Exporting --> แยกเป็น ทางตรงและทางอ้อม
ทางตรง : ติดต่อตัวแทนด้วยตนเองในต่างชาติ
ทางอ้อม : ส่งผ่านตัวแทน เช่น บริษัทไทยเพรสสิเด้น -> ผลิตมาม่า -> สหพัฒน์ -> ตลาดต่างประเทศ


น่าจะประมาณนี้แหละค่ะ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะถูกรึป่าว....

class 28 Aug งาน IB Edutainment

วันนี้เริ่มมีงาน IB Edutainment แล้ว น่าตื่นเต้น

หลังจากการที่ได้ทำงานกันมาเป็นเวลานาน และหนักหนา เหนื่อย

แต่ก็ทำให้เราได้รู้ว่า เพื่อนเป็นยังไง รู้นิสัยใจคอของเพื่อนในภาคได้ดีมากขึ้น

กลุ่มเราแสดงเป็นวันที่ 2 กลุ่มสุดท้ายเรย จิงๆอยากได้กลุ่ม 7 -8 นะ

เพราะว่ากลางๆดีอ่ะ กลุ่มของเราก็ทำเกี่ยวกับประเทศญีปุ่น และบริษัทก็เป็นบริษัทอายิโนะโม๊ะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด

ผลิตภัณฑ์ของเราก้อคือ เครื่องดื่ม คาลพิสแล๊คโตะ เครื่องดื่มผสม นมเปรี้ยว จากการทำงานนี้ทำให้เราได้รุ้ถึงหลายสิ่งหลายอย่าง

ต้องๆปติดต่อบริษัทด้วย ไปหาพี่เค้าที่บริษัทเพื่อติดต่อขอข้อมูล มาประกอบการรายงาน

แถมยังต้องคิดการแสดง วัฒนธรรมบนเวที เกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่น

พอจบงานถึงขนาดกับ เลี่ยน ประเทศนี้ไปเรยทีเดียว เห็นแล้วแอบเหนื่อยเล็กๆ 5555

แต่งานก้อผ่านไปได้ด้วยดี สนุกสนานมาก ... ได้ทำงานร่วมกัน กับเพื่อนที่ไม่สนิท กลับกลายมาเป็นสนิทมากขึ้น...

ได้อะไรมากกว่าคะแนนจริงๆ

class 21 Aug งาน Open house

วันนี้มีงาน Open house ผุ้คนเยอะเเยะเต็มมหาวิทยาลัยเรย

ดูบรรยากาศรื่นเริงครึกครื้น....

มีนักเรียนเข้ามาดูงานด้วย นึกถึงสมัยตอนยังเป็นนักเรียนม.ปลาย...

ดูไปดูมา เอ้า นี่เราแก่แร้วหรอเนี่ย....

วันนี้อาจารย์ก้อสอนตามปกติ

วันนี้เพื่อนๆกลุ่มที่ทำ case แรก ebay

ออกมา สรุปแระตอบคำถามให้เพื่อนๆในห้องฟัง

แต่เราทำ case FDI ยังคงต้องรอพรีเซ้นท์ อาทิดหน้านะ...

class 14 Aug ไปดูงานที่มาม่า

วันนี้ตื่นแต่เช้า

เข้าม.อย่างรวดเร็ว กลัวจะไม่ทันรถ เพราะอาจารย์นัดเช้ามากๆ

ปกติไม่เคยจะตื่น 555 ไม่ค่อยจะได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นเท่าไหร่

พอขึ้นรถไปมีข้าวเหนียวหมูแจก น้ำด้วย กินอิ่มแร้วก้อหลับทันที 555

ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ มากกกกกกกกกกกกกกก 555

ไปถึงโรงงานมาม่า เข้าไปมีกลิ่นมาม่าต้มยำกุ้ง แสบคอมากๆอ่า

แร้วก้อไปฟังวิทยากร เค้าพูดแนะนำโรงงาน พูดได้สนุกมากค่ะ ตลกมากๆ

หลังจากนั้นก็ไปดูวิธีการทำมาม่า กว่าจะได้มาเป็นซอง มีหลายขึ้นตอนที่พิถีพิถันมากค่ะ ได้มาม่ารสอร่อยออกมาให้เราได้กินกัน

เอ้อ เค้าแจกของที่ระลึกด้วย ได้มา 4 ซอง

หลังจากนั้นก็ไปทานข้าว...กับข้าวเกลี้ยงหมดโต๊ะเรย แระก้อไปไหว้พระ เราก้อได้ทำบุญร่วมกัน ไหว้พระร่วมกัน

หลังจากนั้นก้อเดินทางกลับ หลับอีกตามเคย จนถึงม.ก้อแยกย้ายกันกลับ

วันนี้สนุกมากค่ะ ได้ถ่ายรูปก่าเพื่อนๆ IBM ด้วยกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน ทำให้รู้จักสนิทสนมกันมากขึ้นอีกระดับหนึ่งด้วย...

class 7 Aug

วันนี้เข้าสายอ่ะ...^___^

เรื่องที่อาจารย์สอนก็คือเรื่อง การวางแผนกลยุทธ์ โมเดล Five Force ของ Michael Porter เป็น Model ที่นิยมกันมากในการวิเคราะห์ตลาดเพื่อให้รู้ถึงสภาพแวดล้อมของธุรกิจของเรากับสิ่งรอบข้างที่มีผลต่อการทำธุรกิจของเรา

โดยเป็นการวิเคราะห์ในเชิงบวกที่ไม่ใช่เพียงการเอาชัยเหนือคู่แข่งแต่ยังพูดถึงการร่วมมือกันเป็นพันธมิตร อย่างไรก็ตาม มักมีความเข้าใจกันว่า การวิเคราะห์ธุรกิจโดยนำหลัก Five Force มาใช้นั้นควรใช้สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีการแข่งขันสูงส่วนธุรกิจขนาดเล็กนั้นไม่มีความจำเป็นต้องทำเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนั้น หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมก็สามารถใช้ Model ธุรกิจแบบ Five Force มาใช้ได้เพื่อเสริมให้ธุรกิจของเรานั้นมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น :

ซึ่งมีทั้งหมด 5 ขั้นตอนดังนี้คะ
1. Rivalry Among Current Competitors: การแข่งขันกันระหว่างคู่แข่งภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน

2. Bargaining Power of Suppliers: อำนาจต่อรองของ Supplier
3. Bargaining Power of Customers: อำนาจต่อรองของลูกค้า
4. Threat of Substitute Products or Services: ภัยคุกคามจากสินค้าทดแทน
5. Threat of New Entrance: ภัยคุกคามจากผู้แข่งขันหน้าใหม่

วันนี้ ยังคงมึนๆอยู่กับการเรียน 555 เพิ่งสอบเส็ดมา...เรยยังไม่สมาธิซักเท่าไหร่...5555
แต่วันนี้มีให้เซ็นต์ชื่อที่จะไปดูงานที่โณงงานมาม่าด้วย

เราได้นั่งรถคันที่...1 ^__^ อยากบอกว่าอาจารย์นัดเช้ามากมายอ่ะค่ะ....

วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2552

หลังจากที่ไม่ได้อัพมานาน


เนื่องจากที่ไม่ได้อัพมานานแสนนาน

เพราะหลังจากสอบเส็ดแร้วก้อต้องมาลุยงาน IB Edutainment ที่ค่อนข้างจะหนัก

วันนี้มีเวลาว่าง เรยขอ มาอัพซะหน่อย

แต่อาจารย์เคยบอกว่า ไม่ใช่มาอัพวันเดียวทุกสัปดาห์ที่เรียนนะ

แต่พอดีว่า ไม่มีเวลาจิงๆอ่ะค่ะอาจารย์ แร้วอยู่หอที่ห้องก็ไม่มีเน็ต..แง่มๆ

เรยขอมาอัพวันนี้ละกันเนอะ ^___^


หลังจากที่สอบมิดเทอมไปแล้ว ก้อมีประมาณ 7 สัปดาห์

1.เริ่มจากเรียน class 7 Aug
2.class 14 Aug ไปดูงานที่มาม่า
3. class 21 Aug งาน Open house
4. class 28 Aug งาน IB Edutainment
5. class 4 Sep เรียนปกติ
6.class 11 Sep เรียนปกติ แต่อาจารย์ลืมให้พรีเซ้น FDI
7. class 18 Sep บอกแนวข้อสอบ Final

แร้วเด๋วจะมาอัพแยกย่อยแต่ละ คาบเรียนให้ได้อ่านกันนะคะ เพราะจำได้คร่าวๆอ่า

วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2552

หลังสอบ...TT

ข้อสอบยากมากเรยอ่ะ

กว้างมากมาย เข้าไปนั่งสอบ พอเปิดข้อสอบแร้วถึงกับหน้าตึง!!!!!

คิดในใจ โอ้ยย.....จะเขียนอะไรดีเนี่ย พระเจ้า คะแนนจะได้เท่าไหร่

ไม่นะ ไม่อยากเปงคนที่คะแนนน้อยที่สุดในเซค จ๊ากกก จะทำยังไงดีเนี่ยยย...

อาจารย์น่าจะบอกแนวข้อสอบให้แคบๆกว่านี้หน่อยน๊า....TT

เสียใจจัง ต้องรอลุ้นคะแนน ไม่อยากจะอยู่ฟังเรยอ่ะ กลัวจะรับไม่ได้ 55555

กรี๊ดดดดดดด.........

**********************************

วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

mid-term test

โอ้ยยยย พรุ่งนี้สอบของอาจารย์เฟรสแร้วคร๊าบบบ
จะทำได้ม๊ายยยยเนี่ย โอ้ยยย เครียดๆๆ
สู้ สู้ นะเพื่อนๆ ตั้งจัยอ่านหนังสือ Get A นะจ๊ะ........
-------------------------------------------------

วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

class 17 july

วันนี้เรียนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะสอบ Mid Term แล้ว รู้สึกเหมือนไม่มีอะไรในหัวเรยอ่ะ

วันนี้เรียนเรื่องทฤษฎีต่างๆเยอะแยะไปหมด ลองมาดูกัน

1.ลัทธิการค้านิยม
-ประเทศจะมั่งคั่งก็ต่อเมื่อ “ต้องส่งออกให้มากที่สุด และนำเข้าให้น้อยที่สุด (โดยการช่วยเหลือจากรัฐ)”
2.ทฤษฎีความได้เปรียบโดยสมบูรณ์
-อดัม สมิธ (Adam Smith)
- ความได้เปรียบในการผลิตที่ประเทศหนึ่งสามารถผลิตสินค้าได้เท่ากับที่ประเทศอื่นผลิตได้โดยใช้ปัจจัยการผลิตที่น้อยกว่า


3.ทฤษฎีการได้เปรียบเปรียบเทียบ
- เดวิด ริคาร์โด (David Ricardo)
- ประเทศที่มีความได้เปรียบในสินค้าชนิดใดควรทำการผลิตสินค้าประเภทนั้น และซื้อสินค้าที่ตนไม่มีความชำนาญ

4.ทฤษฎีของแฮกเชอร์ ออแลง
- หลักการที่สำคัญคือ ความแตกต่างทางการผลิตนั้นเกิดจากการที่ประเทศมี Factor Endowments ที่ต่างกัน ทำให้มีต้นทุนทางด้านปัจจัยการผลิตที่ต่างกัน ดังนั้นประเทศหนึ่งๆ ควรจะส่งสินค้าออกที่ตนสามารถผลิต โดยใช้ปัจจัยการผลิตที่ตนเองมีมาก แล้วสั่งซื้อสินค้าที่การผลิตจะต้องใช้ปัจจัยการผลิตที่มีน้อยหรือหาได้ยากในประเทศ

5.ทฤษฎีวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์
- เมื่อสินค้ามีความต้องการมากขึ้นในตลาดต่างประเทศจึงมีการส่งออกจากสหรัฐอเมริกาไปขาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นในกลุ่มผู้มีรายได้สูง จนกระทั่งมีความต้องการในต่างประเทศที่มากขึ้น ทำให้มีการนำไปผลิตภายนอกเพื่อเพิ่มจำนวนการผลิต และส่งกลับมาขายในอเมริกา โดยมีต้นทุนการผลิตต่ำ เนื่องจากสามารถผลิตได้เป็นแบบจำนวนมากๆ (Mass production) ทำให้อเมริกากลายสภาพจากผู้ส่งสินค้าเป็นผู้สั่งซื้อสินค้า

*************************************************
นี่แหละ ลองเอาเนื้อหามาจากสไลด์คร่าวๆอ่ะ
วันนี้ดูทุกคนจะตั้งใจกันเป็นพิเศษเผื่อว่าตรงไหนอาจารย์แนะแนว
ว่าจะออกข้อสอบจะได้รีบจดกัน ข้อสอบคงจะต้องยากแน่ๆเรยอ่ะ
ไม่แน่ใจตัวเองว่าจะทำได้รึป่าวอ่ะ กลัวมากๆเรย ทั้งวิชาอ.เฟรสและอ.กู๊ดเรย เซงจิงๆ
ใกล้สอบแร้ว เพื่อนๆก้อขยันๆอ่านหนังสือกันหน่อยน๊า
หวังว่าอาจารย์น่าจะใจดี ให้คะแนนและเกรดดีๆด้วยเถิด สาธุ!!! ^^

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

class 10 july

อาจารย์ งด class อ่ะ

เพื่อนโทรมาบอกว่า อาจารย์ไม่สบายเป็นไข้หวัด แต่ไม่รุ้ว่า ไข้หวัดใหญ่รึป่าว ? ^^

วันนั้นก้อเรยไปนั่งทำงาน เตรียม present ของ อาจารย์กู๊ดกัน กับอีกกลุ่ม

หลังจากวันนั้น ก้อเพิ่งจะมีเวลามานั่งเล่นเน็ตอย่างเป็นทางการ เรยต้องอัพช้าอีกแล้ว แหะๆ

ยังงัยก้อขอให้อาจารย์หายจากไข้เร็วๆนะคะ..

(หรือว่าหายแร้ว หลายวันแร้วหนิเนอะ ^^)

เดี๋ยววันศุกร์นี้ก้อได้เรียนกับอาจารย์เฟรสแร้ว...แร้วเจอกันนะคะ

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

class 03 july

วันนี้ มีงาน IBM Society ^^ ณ โรงอาหาร 2 ก้อได้เข้าไปร่วมกิจกรรมเข้าชมรม
ลงชื่อไปหลายที่มาก ลงชื่อจนงง? ไปหมดเรย แต่ที่แน่ๆได้สะสมเพชรด้วย...วู้วววว
แร้วก้อยังได้บัตรลด MK มาด้วยแหละ ลดตั้ง 10% แหนะดีใจจัง บัตรดูหน้าตาไฮโซสวยมาก
แร้วก้อเข้าไปเรียนวิชาอาจารย์เฟรส วันนี้จับใจความเรื่องที่เรียนได้ว่า Creolization..
ประมาณว่า การนำวัฒนธรรมในประเทศ เข้าไปแทรกซึมเข้าไปกลืนกิน ครอบคลุมให้กับประเทศอื่นๆ
ประมาณนี้แหละมั้ง^^ เรยลองไปหาข้อมูลความหมายดูได้มาว่า

Creolization” ที่หมายถึงการกลืนกินชาติอื่นด้วยวัฒนธรรมของชาติผู้รุกราน สิ่งสำคัญ
การศึกษาในเรื่องของวัฒนธรรม ความเป็นชาติ ซึ่งต้องย้อนกลับไปว่า ภาษา ความเชื่อ ฐานคติ ประเพณีหรือข้อห้ามทางสังคมหนึ่งๆ เหล่านี้เป็นรากฐานที่มาของคำว่า Creolization ซึ่งหากจะแปลให้ตรงกับสมัยใหม่ ก็คือ การกลืนกินชาติอื่นด้วยวัฒนธรรมของชาติผู้รุกราน

ปัจจุบันแนวคิดเรื่อง Creolization เริ่มรุนแรงมากขึ้น เพราะอเมริกาเริ่มคิดว่าการชนะด้วยสงครามเศรษฐกิจคงจะทำไม่ได้ง่ายนัก หากแต่ใช้ “สงครามวัฒนธรรม” (Cultural War) ก็จะสามารถชนะได้ในทุกภูมิภาคของโลกโดยการส่งสินค้าอเมริกันตามเข้าไปเมื่อกลืนวัฒนธรรมของชาตินั้นได้แล้ว เช่น การเปลี่ยนวิถีชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ของคนให้ดื่มกาแฟตอนเช้า กินขนมปังไส้หมูหรือฮอทดอก เวลากระหายน้ำก็ดื่มน้ำอัดลมที่มีอยู่เพียง 2 ยี่ห้อที่จะทำให้เป็นคนรุ่นใหม่ หรือคนทันสมัย เสื้อผ้า กระเป๋า รถยนต์ สารพัดที่เป็นสไตล์อเมริกัน ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยการตลาดย้อนยุค (Retro Marketing) ที่เราเห็นๆ กันอยู่ถ้าเรารู้และเข้าใจในสิ่งที่ชาติมหาอำนาจของโลกกำลังใช้วิธี “การกลืนชาติอื่นด้วยวัฒนธรรมของชาติมหาอำนาจ” เราคงต้องกลับมาย้อนหรือพิจารณาดูว่าประเทศไทยหรือชาติของเราจะมีวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งและเพียงพอที่จะต่อต้านยุทธศาสตร์ระดับโลกของชาติมหาอำนาจที่เรารู้จักนี้ได้หรือไม่


อาจารย์ได้ยกตัวอย่างของชาติ เกาหลี ที่เข้าไปกลืนกินชาติญี่ปุ่น...
โดยประเทศเกาหลี นำแฟชั่นต่างๆเข้าไปแทรกซึมในประเทศญี่ปุ่นก่อน จะเห็นได้ชัดว่า
ประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อน รู้จักแฟชั้นของญี่ปุ่นมาก
เกาหลี่ก้อเรยใช้วิธีนำวัฒนธรรมของตัวเองเข้าไปในญี่ปุ่นก่อน
แร้วไทยจึงรู้จัก อาจผ่านทาง ซีรีส์เกาหลี โฆษณา ดารา/นักแสดง นักร้อง
ซึ่งคนไทยก้อรับแฟชั่นเข้ามาเป็นที่นิยมอย่างมาก
แร้วอาจารย์ก้อให้คิดว่า เราจะนำวัฒนธรรมไทยเข้าไปแทรกซึมประเทศอื่นๆได้อย่างไร
ก้อได้ทำไปว่า วัฒนธรรมไทยที่เด่นๆก็คือ อาหารไทย และ ศิลปะการป้องกันตัว
โดยอาหารไทย-เช่น ส้มตำ ต้มยำกุ้ง ผัดไท ซึ่งเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ
คิดว่าน่าจะไปแทรกซึมในทางยุโรปได้ดี โดยใช้กลยุทธ์
โดยการไปเปิดร้านอาหารไทยในต่างประเทศ จัดบูทแสดงสินค้าอาหาร ให้ได้ชิมรสชาติ
มีการปรับระดับรสชาติให้เข้ากับต่างประทศ
จัดทำอาหารสำเร็จรูปส่งออก และใช้โฆษณาโปรโมทสินค้าให้เป็นที่นิยม
ส่วน ศิลปะการป้องกันตัว เช่น มวยไทย
จะใช้กลยุทธ์ โดยจัดแข่งขันมวยไทย แล้วถ่ายทอดสดไปยังต่างประเทศ
จักบุคลากรของไทย ไปเปิดที่เรียน สอนเกี่ยวกับมวยไทย อย่างถูกต้อง
นำศิปะการป้องกันตัว ไปประยุกต์ใช้กับโฆษณา จะได้เป็นที่รุ้จักอย่างแพร่หลาย
วันนี้ก้อมีประมาณนี้แหละ....ไว้ครั้งหน้ามาอัพกันใหม่นะจ๊ะ
--------------------------------------------------------------------


class 26 june

เนื่องจาก เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่สบาย เรยไม่ได้เล่นเน็ตเรยอ่ะ...

ก้อเรยมาขออัพย้อนหลังกันหน่อยละกัน เมื่อ Class 26 june 09 จับใจความได้ว่าเรีนยเรื่องเกี่ยวกับ

ปัจจัยธุรกิจและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เรยตั้งจัยมาอัพความรู้เพิ่มซักหน่อย


~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

ปัจจัยในการดำเนินธุรกิจ
การดำเนินธุรกิจต้องอาศัยหลาย ๆ ปัจจัยประกอบกัน จึงจะเกิดกิจกรรมในการประกอบธุรกิจ จะขาดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งไม่ได้ โดยทั่วไปปัจจัยพื้นฐานในการดำเนินธุรกิจมี 4 ประเภท ที่เรียกว่า 4 M ได้แก่
1. คน (Man) ถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด เพราะธุรกิจต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความคิดของคน มีคนเป็นผู้ดำเนินการหรือเป็นผู้จัดการ จึงจะทำให้เกิดกิจกรรมทางธุรกิจหลายรูปแบบ ซึ่งในวงจรธุรกิจมีคนหลายระดับ หลายรูปแบบ ทั้งระดับผู้บริหาร ผู้ใช้แรงงานร่วมกันดำเนินการ จึงจะทำให้ประสบความสำเร็จในการประกอบธุรกิจ
2. เงิน (Money) เงินทุนเป็นปัจจัยในการดำเนินธุรกิจอีกชนิดหนึ่งที่ต้องนำมาใช้ในการลงทุนเพื่อให้เกิดการประกอบธุรกิจโดยธุรกิจแต่ละประเภทใช้ปริมาณเงินทุกที่แตกต่างกัน ธุรกิจขนาดใหญ่ย่อมใช้เงินทุนสูงกว่าธุรกิจขนาดเล็กกว่า ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจจึงต้องมีการวางแผนในการใช้เงินทุน และการจัดหาเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อทำให้การดำเนินธุรกิจไม่ประสบปัญหาด้านเงินทุน และก่อให้เกิดผลตอบแทนสูงสุดคุ้มกับเงินที่นำมาลงทุน
3. วัสดุหรือวัตถุดิบ (Material) ในการผลิตสินค้าต้องอาศัยวัตถุดิบในการผลิตค่อนข้างมาก ผู้บริหารจึงต้องรู้จักการบริหารวัตถุดิบให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดต้นทุนด้านวัตถุดิบต่ำสุด อันจะส่งผลให้ธุรกิจมีผลกำไรสูงสุดตามมา
4. วิธีปฎิบัติงาน (Method) เป็นวิธีการในการปฎิบัติงานในแต่ละขั้นตอนของการดำเนินธุรกิจ ซึ่งต้องมีการวางแผนและควบคุม เพื่อให้การปฎิบัติงานมีประสิทธิภาพ เกิดความคล่องตัว สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกกิจการ
----------------------------------------
สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ
แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ
1. ปัจจัยแวดล้อมที่ควบคุมได้ หมายถึง สภาพแวดล้อมภายในทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการ
ภายในของธุรกิจ เช่น 1. วัตถุประสงค์ของธุรกิจ
2. ทรัพยากรของธุรกิจ
3. การจัดการ
2. ปัจจัยแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้ หมายถึง สภาพแวดล้อมภายนอกกิจการที่ผู้ประกอบการ
ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น 1.ปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจ
2. ปัจจัยแวดล้อมทางด้นสังคม
3. ปัจจัยแวดล้อมทางด้านการเมืองและกฏหมาย
4. ปัจจัยแวดล้อมทางด้านเทคโนโลยี
5. ปัจจัยแวดล้อมทางการแข่งขัน
*********************************

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ปฐมนิเทศ IBM

วันนี้เป็นวันปฐมนิเทศของภาควิชาการจัดการธึรกิจระหว่างประเทศ ของคณะบริหารธุรกิจ

จัดกิจกรรมกันใน class เรียนของอาจารย์เฟรสพอดี ตอนแรกไปถึงตึก13 ก็ 11.20 พอดี

เดินไปลงทะเบียน ลงชื่อเรียบร้อย ระหว่างกำลังเขียนอยู่ อาจารย์เฟรสก็เดินมา แล้วพูดกับรุ่นพี่ว่า

อีก 2 นาที ถ้าใครยังไม่มาลงชื่อ ให้ถือว่าสาย โอ้ววโหววว! ! ! ! โหดจัง...^^

จับได้ที่นั่งไกลจากเพื่อนมาก อยู่กันคนละฟากเลย นั่งฟังอาจารย์แนะนำตัวกันไปสักพัก

ก็ฟังรุ่นพี่รุ่น 1,2 แนะนำตัว เริ่มนาน แอบเบื่อนิดหน่อย ง่วงเวอร์.. แล้วก้อถึงกิจกรรมของพี่รุ่น 3

จับพี่รหัสได้ พี่ตอง เป็นผู้หญิง ดูท่าทางเรียบร้อย ยังไม่ค่อยกล้าเข้าไปพูดคุยเท่าไหร่ แหะๆ..

แล้วพอแยกสีก็ได้ไปอยู่สีชมพู ซึ่งมีพี่จูกับพี่อ๊อฟเป็นตัวเด่นเลย.... เริ่ดดดมากค่ะ...

วันนี้ก็สนุกดี ได้เจอรุ่นพี่ภาควิชาเดียวกัน ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน เดี๋ยวจะมีกิจกรรมพี่พบน้อง วันที่ 28 มิ.ย. นี้

ตื่นเต้นจัง... แอบขี้เกียจนิดๆด้วยอ่ะ แต่ก็คงจะไป เพราะคิดว่าก็คงจะสนุกแน่นอน..

ดูจากพี่ๆหลายๆคนก็เฮฮาปาร์ตี้กันอยู่ไม่ใช่น้อย แล้วจะเป็นยังไง จะสนุกจริงรึป่าว อันนี้ต้องรอดูอีกที

วันนี้แค่นี้ก่อนดีกว่า...^^

วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ข้อดี/ข้อเสีย ธุรกิจข้ามชาติ

ข้อดี
· ทำให้เกิดการจ้างงาน ซึ่งจากข้อมูลพบว่าเฉพาะห้างโลตัส มีสาขากว่า 400 กว่าสาขาซึ่งทำให้เกิดการจ้างงานคนไทยกว่า 28,000 คน
· เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี ระบบการจัดการต่างๆสู่แรงงานคนไทย
· การผลิตต่างๆมีผลิตผลดีขึ้น และคุณภาพสูงขึ้น สินค้าราคาถูกลง
ข้อเสีย
· มีการเคลื่อนย้ายเทคโนโลยีต่ำเข้ามา ย้ายสิ่งเป็นพิษจากอุตสาหกรรมเข้ามา
· มีการใช้เทคโนโลยีที่ไม่มีประสิทธิภาพเกิดการสูญเสียโดยเปล่าประโยชน์
· เปลี่ยนวิถีของคนในประเทศ เช่นเกิดการบริโภคนิยมมากขึ้น
· มีการครอบงำตลาดและส่งผลกระทบต่อราคาสินค้า
· การเข้ามาลงทุนนั้นธุรกิจดังกล่าวมีอำนาจการต่อรองสูง จึงเกิดการกดราคากับSuppliers ซึ่งเป็นลูกโซ่ต่อไปถึงผู้ผลิตสินค้าเกษตรเกิดการบีบราคารับซื้อผลผลิตที่ต่ำ
ดังนั้นควรมีการทบทวนอย่างมากในเรื่องการแข่งขันธุรกิจข้ามชาติ หรือการเปิดรับธุรกิจ MNC และทบทวนบทบาทของสถาบันต่างๆซึ่งต้องให้ความสำคัญกับกลไกในระดับท้องถิ่นและเครื่องมือเชิงวัฒนธรรม ในขณะเดียวกันคงต้องดูตัวอย่างประเทศเกาหลีใต้ ที่ได้พลิกบทบาทของตนจนกลายเป็นผู้ลงทุนเองได้ในเวลาไม่นาน

ผลกระทบโลกาภิวัฒน์กับธุรกิจ

เข้าเรียนสาย ^^
แต่ลองถามเพื่อนๆดู เพื่อนก้อบอกว่า ได้เรียนเรื่องเกี่ยวกับ
international business,inter active learning
แล้วก็ลองกลับมาหาข้อมูลดู
ได้มาเรื่องนึง
โลกาภิวัฒน์ กับ แนวทางการดำเนินนโบายการเงินอนาคต
การดำเนินชีวิตในโลกปัจจุบันนี้ไม่ได้เรียบง่ายเช่นในอดีต แต่กลับต้องดำเนินชีวิตภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ที่นับวันยิ่งเชี่ยวกราดมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทุกอย่างรอบตัวกำลังรวมเป็นตลาดเดียว คือ ตลาดโลก นั่นหมายความว่า ราคาสินค้า และบริการถูกกำหนดโดยตลาดโลก ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการย่างเข้าสู่เศรษฐกิจแบบตลาดของ ประเทศจีน อินเดีย และยุโรปตะวันออก การปฏิวัติทางเทคโนโลยี และการสื่อสาร ต้นทุนการคมนาคมขนส่งที่ลดลงต่ำเป็นอย่างมาก ด้วยปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นแรงผลักดันให้เกิดการแบ่งงานกันทำมากขึ้น หรือเราสามารถอธิบายโลกาภิวัฒน์ในมุมมองของธุรกิจเข้ากับมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ได้ว่า โลกาภิวัฒน์ คือ ช็อคที่เกิดขึ้นกับ ราคาสัมพัทธ์ โดยระดับราคาทั่วไปขึ้นกับราคาสินค้า และบริการที่ผลิตได้ในประเทศ โดยแนวโน้มของ ราคาเป็นดังนี้ราคาของ Tradable Goods (สินค้าที่มีการทดแทนกันอย่างเกือบสมบูรณ์โดยสินค้านำเข้า หรือราคาถูกกำหนดจากภายนอกประเทศ) มีแนวโน้มลดลงราคาของ Non-tradable Goods (สินค้าที่ไม่มีการทดแทนกัน หรือราคาถูกกำหนดจาก ภายในประเทศ) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์ต่ออัตราเงินเฟ้อสรุปได้ ดังนี้
(๑.) การเปลี่ยนแปลงของอัตราการค้า (ราคาของสินค้าออกต่อราคาสินค้าเข้า)โลกาภิวัฒน์ได้เปลี่ยนแปลงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความเกี่ยวเนื่องกับเงินเฟ้อ อันเนื่องมาจากการตีตลาดสินค้าราคาถูกจากเอเชีย นั่นคือ ช็อคของอุปทานทางบวก (การเพิ่มขึ้นของอุปทานทุกระดับราคา) ดังนั้นการลดลงของราคาสินค้านำเข้าทำให้ค่าจ้างที่แท้จริงเพิ่มขึ้น หรืออำนาจซื้อเพิ่มขึ้นโดยที่ไม่มีต้นทุนเกิดขึ้นผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายการเงินในทางปฏิบัติ ก่อให้เกิดผลดีต่อการดำเนินนโยบายการเงินที่เรียกว่า “Tailwind” นั่นคือ ธนาคารกลางสามารถใช้นโยบายการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับที่สูงกว่าปกติ หรือกล่าวได้ว่าลดอัตราเงินเฟ้อโดยที่ไม่จำเป็นต้้องมีการชะลอตัวของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จากการศึกษาเชิงประจักษ์ของ London School of Economics ผลดีที่เกิดขึ้นนี้เกิดนี้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว เพราะว่าแรงงานอาจจะสร้างรูปแบบ การคาดการณ์จากคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากผลได้ของอัตราการค้า ดังนั้นการดำเนินนโยบายนี้ใช้ได้เพียงชั่วคราว
(๒.) การเปลี่ยนแปลงของพลวัตระยะสั้นของกระบวนการเงินเฟ้อโลกาภิวัฒน์ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเงินเฟ้อ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะสั้น (Short-run tradeoff) มีความสัมพันธ์ในลักษณะลาดมากขึ้น หรือชันน้อยลง จากการศึกษาเชิงประจักษ์ที่ได้จากหลายประเทศทั่วโลก พบว่าทศวรรษที่ ๗๐ ความสัมพันธ์มีลักษณะแนวดิ่ง คือ ไม่ว่าจะพยายามที่จะรักษาอัตราการว่างงานให้ต่ำกว่าอัตราการว่างงานธรรมชาติแล้วก็ตามส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อทศวรรษที่ ๘๐ ความสัมพันธ์มีลักษณะชันลาดลง คือ เงินเฟ้อที่ระดับต่ำจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อภาวะเศรษฐกิจมีการว่างงานมากขึ้นทศวรรษที่ ๙๐ ความสัมพันธ์มีลักษณะลาดจนเกือบ(๓.) ต้นทุนการผลิตมีการตอบสนองต่อวัฏจักรธุรกิจน้อยลง เห็นได้จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีการย้ายการผลิตไปยังจีน อินเดีย และยุโรปตะวันออก ทำให้แรงงานเห็นว่าไม่มีประโยชน์อันใดในการเรียกร้องเพิ่มค่าจ้างในขณะที่การว่างงานลดลง หรือกล่าวได้ว่าจำกัดผลกระทบที่เกิดจากต้นทุนแรงงานหน่วยสุดท้าย เมื่อมีการผลิตเพิ่มขึ้น
(๔.) การอพยพแรงงาน ในปี ค.ศ. ๑๙๙๗ สองในสามของแรงงานที่เพิ่มขึ้นมาจากการอพยพ ขนาดของการอพยพจะสะท้อนส่วนต่างของค่าจ้างระหว่างประเทศ ในปัจจุบันธุรกิจมีแนวโน้มที่สูงขึ้นในการใช้แรงงานจากต่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความชำนาญเฉพาะทาง ดังนั้นถ้าผู้ประกอบการพบว่า มันเป็นการยากในการหาแรงงานเพิ่ม แทนที่จะเพิ่มค่าจ้างเพื่อจ้างแรงงานนั้นจากบริษัทอื่น เราสามารถนำแรงงานจากต่างประเทศมาใช้แทนข้อสังเกต การเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผลผลิต และต้นทุนแรงงานลดลงในบางครั้งผลจากโลกาภิวัฒน์อาจก่อให้เกิดผลในทางตรงข้าม
------------------------------------

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2552

Globalization

Globalization โลกาภิวัตน์

คำว่า “โลกาภิวัตน์” (Globalization) เป็นศัพท์ใหม่ที่สร้างความฮือฮาและร้อนแรงทั้งในวงการวิชาการและสื่อสารมวลชนในช่วงทศวรรษ 1990 คำคำนี้ไม่เพียงมีอิทธิพลต่อสังคมศาสตร์หลายแขนง ครอบคลุมทั้งด้านการเมือง เศรษฐศาสตร์ วัฒนธรรมและเทคโนโลยีการสื่อสาร แต่ยังมีอิทธิพลต่อโลกทัศน์และความรู้สึกนึกคิดของคนจำนวนมากในยุคสมัยใหม่
โลกาภิวัตน์เป็นคำที่เกิดมาก่อนหน้าทศวรรษ 1990 แล้ว โดยเริ่มต้นจากนักวิจารณ์ด้านวัฒนธรรมชาวแคนาดา มาร์แชลล์ แมคลูฮาน (Marshall McLuhan) ใน ค.ศ. 1964 เขากล่าวถึงคำว่า “หมู่บ้านโลก” (global village) หมายถึงโลกยุคใหม่ที่ตั้งอยู่บนฐานของเทคโนโลยี อันนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่เร่งเร็วขึ้นในทุกระดับของสังคมมนุษย์
ความหมายของโลกาภิวัตน์ในสื่อมวลชนกระแสหลักของตะวันตก (ซึ่งมีอิทธิพลต่อสื่อมวลชนกระแสหลักในภูมิภาคอื่นๆ ส่วนใหญ่ของโลก) คำคำนี้บ่งบอกถึงปรากฏการณ์ของการครองความเป็นใหญ่ของลัทธิเศรษฐกิจตลาดเสรี การครองความเป็นใหญ่ของระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตยตะวันตก วิถีชีวิตทางวัฒนธรรมแบบอเมริกัน (“Americanization”) การแพร่ขยายของเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารสมัยใหม่ (“Internet Revolution”) การปฏิวัติการขนส่งด้วยตู้คอนเทนเนอร์ ตลอดจนถึงทัศนคติว่า มนุษยชาติกำลังยืนอยู่ตรงธรณีประตูที่จะก้าวไปสู่การรวมโลกเป็นชุมชนหนึ่งเดียวที่ไม่มีความขัดแย้งทางสังคมใหญ่ๆ หลงเหลืออยู่อีก (แต่แนวคิดเช่นนี้มลายเป็นอากาศธาตุไปกับการเกิดวินาศกรรม 9/11 และความเชื่อใหม่เกี่ยวกับ “สงครามระหว่างอารยธรรม”)


สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ คำว่า “โลกาภิวัตน์” เป็นคำที่มาพร้อมกับการขยายตัวของระบบทุนนิยม การล่มสลายของค่ายคอมมิวนิสต์ ความเชื่อว่าระบบทุนนิยมมีชัยชนะเบ็ดเสร็จ “เราไม่มีทางเลือกอื่น” และประวัติศาสตร์ “สิ้นสุดแล้ว” นักคิดของฝ่ายซ้ายตะวันตกจึงมักวิจารณ์ว่า โลกาภิวัตน์ที่เกิดขึ้นเป็นแค่ “โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ” (economic globalization) หรือ “โลกาภิวัตน์ของบรรษัท” (corporate globalization) ซึ่งภาคธุรกิจและบรรษัทข้ามชาติคือผู้กุมอำนาจที่แท้จริงในโลก การต่อต้านโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจหรือโลกาภิวัตน์ของบรรษัทนี่เอง ทำให้สื่อมวลชนกระแสหลักในตะวันตกขนานนามขบวนการสังคมใหม่ว่า “ขบวนการต่อต้านโลกาภิวัตน์” (Anti-globalization Movement) ในขณะที่ขบวนการสังคมใหม่ไม่เห็นด้วยกับการขนานนามเช่นนี้และมักนิยามตัวเองเป็น “ขบวนการความยุติธรรมโลก” (Global Justice Movement) ยืนยันว่าขบวนการต่างหากที่สนับสนุนโลกาภิวัตน์ที่แท้จริงหรือโลกาภิวัตน์ของประชาชน ดังที่มักเรียกขานกันว่า “โลกาภิวัตน์รากหญ้า” (grassroots globalization)


-*-------------------------------*-
แหล้งอ้างอิง :: http://www.sameskybooks.org/2008/02/15/globalization/

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ปฐมฤกษ์ IB321 ^,^

สัปดาห์แรกที่เริ่มเปิดการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย และวันศุกร์ ที่ 5 มิ.ย. 52
ก็เป็นวันที่มีเรียน วิชา IB321 International Business Management
เป็นครั้งแรก อาจารย์เฟรส พูดเก่ง สนุกสนานเฮฮา ทำให้ไม่ง่วงดี ^^


อาจารย์เฟรส แจกกระดาษให้เขียนชื่อ สีที่ชอบ ดารา/นักร้อง คติประจำ ประวัติส่วนตัวบางอย่าง และให้ถามกัน แล้วก็ให้ออกไปบอกข้อมูลของเพื่อนหน้าห้อง แล้วเรียกต่อๆกันไปเรื่อยๆ ก็ทำให้ได้รู้จักชื่อเพื่อนหลายๆคนเพิ่มขึ้น เพราะเราอยู่ภาควิชาเดียวกันก็ควรจะรู้จักกันไว้บ้าง แต่เราเข้ามาเรียนช้ากว่าที่อาจารย์แจกกระดาษเลยไม่ทันได้เขียน แต่ก็ยังได้ฟังเพื่อนๆและอาจารย์สอน
และอาจารย์ก็แจงรายละเอียดเกี่ยวกับคะแนน ข้อตกลงในการเรียนต่างๆ


อาจารย์เฟรสเริ่มจากการไม่ได้สอนที่เป็นเนื้อหาหนักมาก
สอนความรู้ทั่วไปต่างๆเกี่ยวกับวิชานี้ แล้วก็สั่งให้กลับมาทำ Blog
และบอกว่าหลังจากการเรียนทุกครั้งให้กลับมาอัพความรู้ที่ได้ หรือความรู้ที่หาเพิ่มเติม หรืออะไรก็ได้
ก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้เราน่าจะตั้งใจเรียนมากขึ้น และได้ทบทวนอีกด้วย


วันนี้อาจารย์ปล่อยช้าไปนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเบื่อเลย
เอาไว้ครั้งหน้ามาอัพอะไรใหม่ๆให้ได้อ่านกันอีกนะจ๊ะ ^,^