วันนี้เป็นวันปฐมนิเทศของภาควิชาการจัดการธึรกิจระหว่างประเทศ ของคณะบริหารธุรกิจ
จัดกิจกรรมกันใน class เรียนของอาจารย์เฟรสพอดี ตอนแรกไปถึงตึก13 ก็ 11.20 พอดี
เดินไปลงทะเบียน ลงชื่อเรียบร้อย ระหว่างกำลังเขียนอยู่ อาจารย์เฟรสก็เดินมา แล้วพูดกับรุ่นพี่ว่า
อีก 2 นาที ถ้าใครยังไม่มาลงชื่อ ให้ถือว่าสาย โอ้ววโหววว! ! ! ! โหดจัง...^^
จับได้ที่นั่งไกลจากเพื่อนมาก อยู่กันคนละฟากเลย นั่งฟังอาจารย์แนะนำตัวกันไปสักพัก
ก็ฟังรุ่นพี่รุ่น 1,2 แนะนำตัว เริ่มนาน แอบเบื่อนิดหน่อย ง่วงเวอร์.. แล้วก้อถึงกิจกรรมของพี่รุ่น 3
จับพี่รหัสได้ พี่ตอง เป็นผู้หญิง ดูท่าทางเรียบร้อย ยังไม่ค่อยกล้าเข้าไปพูดคุยเท่าไหร่ แหะๆ..
แล้วพอแยกสีก็ได้ไปอยู่สีชมพู ซึ่งมีพี่จูกับพี่อ๊อฟเป็นตัวเด่นเลย.... เริ่ดดดมากค่ะ...
วันนี้ก็สนุกดี ได้เจอรุ่นพี่ภาควิชาเดียวกัน ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน เดี๋ยวจะมีกิจกรรมพี่พบน้อง วันที่ 28 มิ.ย. นี้
ตื่นเต้นจัง... แอบขี้เกียจนิดๆด้วยอ่ะ แต่ก็คงจะไป เพราะคิดว่าก็คงจะสนุกแน่นอน..
ดูจากพี่ๆหลายๆคนก็เฮฮาปาร์ตี้กันอยู่ไม่ใช่น้อย แล้วจะเป็นยังไง จะสนุกจริงรึป่าว อันนี้ต้องรอดูอีกที
วันนี้แค่นี้ก่อนดีกว่า...^^
วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2552
วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ข้อดี/ข้อเสีย ธุรกิจข้ามชาติ
ข้อดี
· ทำให้เกิดการจ้างงาน ซึ่งจากข้อมูลพบว่าเฉพาะห้างโลตัส มีสาขากว่า 400 กว่าสาขาซึ่งทำให้เกิดการจ้างงานคนไทยกว่า 28,000 คน
· เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี ระบบการจัดการต่างๆสู่แรงงานคนไทย
· การผลิตต่างๆมีผลิตผลดีขึ้น และคุณภาพสูงขึ้น สินค้าราคาถูกลง
ข้อเสีย
· มีการเคลื่อนย้ายเทคโนโลยีต่ำเข้ามา ย้ายสิ่งเป็นพิษจากอุตสาหกรรมเข้ามา
· มีการใช้เทคโนโลยีที่ไม่มีประสิทธิภาพเกิดการสูญเสียโดยเปล่าประโยชน์
· เปลี่ยนวิถีของคนในประเทศ เช่นเกิดการบริโภคนิยมมากขึ้น
· มีการครอบงำตลาดและส่งผลกระทบต่อราคาสินค้า
· การเข้ามาลงทุนนั้นธุรกิจดังกล่าวมีอำนาจการต่อรองสูง จึงเกิดการกดราคากับSuppliers ซึ่งเป็นลูกโซ่ต่อไปถึงผู้ผลิตสินค้าเกษตรเกิดการบีบราคารับซื้อผลผลิตที่ต่ำ
ดังนั้นควรมีการทบทวนอย่างมากในเรื่องการแข่งขันธุรกิจข้ามชาติ หรือการเปิดรับธุรกิจ MNC และทบทวนบทบาทของสถาบันต่างๆซึ่งต้องให้ความสำคัญกับกลไกในระดับท้องถิ่นและเครื่องมือเชิงวัฒนธรรม ในขณะเดียวกันคงต้องดูตัวอย่างประเทศเกาหลีใต้ ที่ได้พลิกบทบาทของตนจนกลายเป็นผู้ลงทุนเองได้ในเวลาไม่นาน
· ทำให้เกิดการจ้างงาน ซึ่งจากข้อมูลพบว่าเฉพาะห้างโลตัส มีสาขากว่า 400 กว่าสาขาซึ่งทำให้เกิดการจ้างงานคนไทยกว่า 28,000 คน
· เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี ระบบการจัดการต่างๆสู่แรงงานคนไทย
· การผลิตต่างๆมีผลิตผลดีขึ้น และคุณภาพสูงขึ้น สินค้าราคาถูกลง
ข้อเสีย
· มีการเคลื่อนย้ายเทคโนโลยีต่ำเข้ามา ย้ายสิ่งเป็นพิษจากอุตสาหกรรมเข้ามา
· มีการใช้เทคโนโลยีที่ไม่มีประสิทธิภาพเกิดการสูญเสียโดยเปล่าประโยชน์
· เปลี่ยนวิถีของคนในประเทศ เช่นเกิดการบริโภคนิยมมากขึ้น
· มีการครอบงำตลาดและส่งผลกระทบต่อราคาสินค้า
· การเข้ามาลงทุนนั้นธุรกิจดังกล่าวมีอำนาจการต่อรองสูง จึงเกิดการกดราคากับSuppliers ซึ่งเป็นลูกโซ่ต่อไปถึงผู้ผลิตสินค้าเกษตรเกิดการบีบราคารับซื้อผลผลิตที่ต่ำ
ดังนั้นควรมีการทบทวนอย่างมากในเรื่องการแข่งขันธุรกิจข้ามชาติ หรือการเปิดรับธุรกิจ MNC และทบทวนบทบาทของสถาบันต่างๆซึ่งต้องให้ความสำคัญกับกลไกในระดับท้องถิ่นและเครื่องมือเชิงวัฒนธรรม ในขณะเดียวกันคงต้องดูตัวอย่างประเทศเกาหลีใต้ ที่ได้พลิกบทบาทของตนจนกลายเป็นผู้ลงทุนเองได้ในเวลาไม่นาน
ผลกระทบโลกาภิวัฒน์กับธุรกิจ
เข้าเรียนสาย ^^
แต่ลองถามเพื่อนๆดู เพื่อนก้อบอกว่า ได้เรียนเรื่องเกี่ยวกับ
international business,inter active learning
แล้วก็ลองกลับมาหาข้อมูลดู
ได้มาเรื่องนึง
โลกาภิวัฒน์ กับ แนวทางการดำเนินนโบายการเงินอนาคต
การดำเนินชีวิตในโลกปัจจุบันนี้ไม่ได้เรียบง่ายเช่นในอดีต แต่กลับต้องดำเนินชีวิตภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ที่นับวันยิ่งเชี่ยวกราดมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทุกอย่างรอบตัวกำลังรวมเป็นตลาดเดียว คือ ตลาดโลก นั่นหมายความว่า ราคาสินค้า และบริการถูกกำหนดโดยตลาดโลก ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการย่างเข้าสู่เศรษฐกิจแบบตลาดของ ประเทศจีน อินเดีย และยุโรปตะวันออก การปฏิวัติทางเทคโนโลยี และการสื่อสาร ต้นทุนการคมนาคมขนส่งที่ลดลงต่ำเป็นอย่างมาก ด้วยปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นแรงผลักดันให้เกิดการแบ่งงานกันทำมากขึ้น หรือเราสามารถอธิบายโลกาภิวัฒน์ในมุมมองของธุรกิจเข้ากับมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ได้ว่า โลกาภิวัฒน์ คือ ช็อคที่เกิดขึ้นกับ ราคาสัมพัทธ์ โดยระดับราคาทั่วไปขึ้นกับราคาสินค้า และบริการที่ผลิตได้ในประเทศ โดยแนวโน้มของ ราคาเป็นดังนี้ราคาของ Tradable Goods (สินค้าที่มีการทดแทนกันอย่างเกือบสมบูรณ์โดยสินค้านำเข้า หรือราคาถูกกำหนดจากภายนอกประเทศ) มีแนวโน้มลดลงราคาของ Non-tradable Goods (สินค้าที่ไม่มีการทดแทนกัน หรือราคาถูกกำหนดจาก ภายในประเทศ) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์ต่ออัตราเงินเฟ้อสรุปได้ ดังนี้
การดำเนินชีวิตในโลกปัจจุบันนี้ไม่ได้เรียบง่ายเช่นในอดีต แต่กลับต้องดำเนินชีวิตภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ที่นับวันยิ่งเชี่ยวกราดมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทุกอย่างรอบตัวกำลังรวมเป็นตลาดเดียว คือ ตลาดโลก นั่นหมายความว่า ราคาสินค้า และบริการถูกกำหนดโดยตลาดโลก ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการย่างเข้าสู่เศรษฐกิจแบบตลาดของ ประเทศจีน อินเดีย และยุโรปตะวันออก การปฏิวัติทางเทคโนโลยี และการสื่อสาร ต้นทุนการคมนาคมขนส่งที่ลดลงต่ำเป็นอย่างมาก ด้วยปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นแรงผลักดันให้เกิดการแบ่งงานกันทำมากขึ้น หรือเราสามารถอธิบายโลกาภิวัฒน์ในมุมมองของธุรกิจเข้ากับมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ได้ว่า โลกาภิวัฒน์ คือ ช็อคที่เกิดขึ้นกับ ราคาสัมพัทธ์ โดยระดับราคาทั่วไปขึ้นกับราคาสินค้า และบริการที่ผลิตได้ในประเทศ โดยแนวโน้มของ ราคาเป็นดังนี้ราคาของ Tradable Goods (สินค้าที่มีการทดแทนกันอย่างเกือบสมบูรณ์โดยสินค้านำเข้า หรือราคาถูกกำหนดจากภายนอกประเทศ) มีแนวโน้มลดลงราคาของ Non-tradable Goods (สินค้าที่ไม่มีการทดแทนกัน หรือราคาถูกกำหนดจาก ภายในประเทศ) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์ต่ออัตราเงินเฟ้อสรุปได้ ดังนี้
(๑.) การเปลี่ยนแปลงของอัตราการค้า (ราคาของสินค้าออกต่อราคาสินค้าเข้า)โลกาภิวัฒน์ได้เปลี่ยนแปลงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความเกี่ยวเนื่องกับเงินเฟ้อ อันเนื่องมาจากการตีตลาดสินค้าราคาถูกจากเอเชีย นั่นคือ ช็อคของอุปทานทางบวก (การเพิ่มขึ้นของอุปทานทุกระดับราคา) ดังนั้นการลดลงของราคาสินค้านำเข้าทำให้ค่าจ้างที่แท้จริงเพิ่มขึ้น หรืออำนาจซื้อเพิ่มขึ้นโดยที่ไม่มีต้นทุนเกิดขึ้นผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายการเงินในทางปฏิบัติ ก่อให้เกิดผลดีต่อการดำเนินนโยบายการเงินที่เรียกว่า “Tailwind” นั่นคือ ธนาคารกลางสามารถใช้นโยบายการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับที่สูงกว่าปกติ หรือกล่าวได้ว่าลดอัตราเงินเฟ้อโดยที่ไม่จำเป็นต้้องมีการชะลอตัวของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จากการศึกษาเชิงประจักษ์ของ London School of Economics ผลดีที่เกิดขึ้นนี้เกิดนี้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว เพราะว่าแรงงานอาจจะสร้างรูปแบบ การคาดการณ์จากคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากผลได้ของอัตราการค้า ดังนั้นการดำเนินนโยบายนี้ใช้ได้เพียงชั่วคราว
(๒.) การเปลี่ยนแปลงของพลวัตระยะสั้นของกระบวนการเงินเฟ้อโลกาภิวัฒน์ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเงินเฟ้อ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะสั้น (Short-run tradeoff) มีความสัมพันธ์ในลักษณะลาดมากขึ้น หรือชันน้อยลง จากการศึกษาเชิงประจักษ์ที่ได้จากหลายประเทศทั่วโลก พบว่าทศวรรษที่ ๗๐ ความสัมพันธ์มีลักษณะแนวดิ่ง คือ ไม่ว่าจะพยายามที่จะรักษาอัตราการว่างงานให้ต่ำกว่าอัตราการว่างงานธรรมชาติแล้วก็ตามส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อทศวรรษที่ ๘๐ ความสัมพันธ์มีลักษณะชันลาดลง คือ เงินเฟ้อที่ระดับต่ำจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อภาวะเศรษฐกิจมีการว่างงานมากขึ้นทศวรรษที่ ๙๐ ความสัมพันธ์มีลักษณะลาดจนเกือบ(๓.) ต้นทุนการผลิตมีการตอบสนองต่อวัฏจักรธุรกิจน้อยลง เห็นได้จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีการย้ายการผลิตไปยังจีน อินเดีย และยุโรปตะวันออก ทำให้แรงงานเห็นว่าไม่มีประโยชน์อันใดในการเรียกร้องเพิ่มค่าจ้างในขณะที่การว่างงานลดลง หรือกล่าวได้ว่าจำกัดผลกระทบที่เกิดจากต้นทุนแรงงานหน่วยสุดท้าย เมื่อมีการผลิตเพิ่มขึ้น
(๔.) การอพยพแรงงาน ในปี ค.ศ. ๑๙๙๗ สองในสามของแรงงานที่เพิ่มขึ้นมาจากการอพยพ ขนาดของการอพยพจะสะท้อนส่วนต่างของค่าจ้างระหว่างประเทศ ในปัจจุบันธุรกิจมีแนวโน้มที่สูงขึ้นในการใช้แรงงานจากต่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความชำนาญเฉพาะทาง ดังนั้นถ้าผู้ประกอบการพบว่า มันเป็นการยากในการหาแรงงานเพิ่ม แทนที่จะเพิ่มค่าจ้างเพื่อจ้างแรงงานนั้นจากบริษัทอื่น เราสามารถนำแรงงานจากต่างประเทศมาใช้แทนข้อสังเกต การเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผลผลิต และต้นทุนแรงงานลดลงในบางครั้งผลจากโลกาภิวัฒน์อาจก่อให้เกิดผลในทางตรงข้าม
------------------------------------
วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2552
Globalization
Globalization โลกาภิวัตน์
คำว่า “โลกาภิวัตน์” (Globalization) เป็นศัพท์ใหม่ที่สร้างความฮือฮาและร้อนแรงทั้งในวงการวิชาการและสื่อสารมวลชนในช่วงทศวรรษ 1990 คำคำนี้ไม่เพียงมีอิทธิพลต่อสังคมศาสตร์หลายแขนง ครอบคลุมทั้งด้านการเมือง เศรษฐศาสตร์ วัฒนธรรมและเทคโนโลยีการสื่อสาร แต่ยังมีอิทธิพลต่อโลกทัศน์และความรู้สึกนึกคิดของคนจำนวนมากในยุคสมัยใหม่
โลกาภิวัตน์เป็นคำที่เกิดมาก่อนหน้าทศวรรษ 1990 แล้ว โดยเริ่มต้นจากนักวิจารณ์ด้านวัฒนธรรมชาวแคนาดา มาร์แชลล์ แมคลูฮาน (Marshall McLuhan) ใน ค.ศ. 1964 เขากล่าวถึงคำว่า “หมู่บ้านโลก” (global village) หมายถึงโลกยุคใหม่ที่ตั้งอยู่บนฐานของเทคโนโลยี อันนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่เร่งเร็วขึ้นในทุกระดับของสังคมมนุษย์
ความหมายของโลกาภิวัตน์ในสื่อมวลชนกระแสหลักของตะวันตก (ซึ่งมีอิทธิพลต่อสื่อมวลชนกระแสหลักในภูมิภาคอื่นๆ ส่วนใหญ่ของโลก) คำคำนี้บ่งบอกถึงปรากฏการณ์ของการครองความเป็นใหญ่ของลัทธิเศรษฐกิจตลาดเสรี การครองความเป็นใหญ่ของระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตยตะวันตก วิถีชีวิตทางวัฒนธรรมแบบอเมริกัน (“Americanization”) การแพร่ขยายของเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารสมัยใหม่ (“Internet Revolution”) การปฏิวัติการขนส่งด้วยตู้คอนเทนเนอร์ ตลอดจนถึงทัศนคติว่า มนุษยชาติกำลังยืนอยู่ตรงธรณีประตูที่จะก้าวไปสู่การรวมโลกเป็นชุมชนหนึ่งเดียวที่ไม่มีความขัดแย้งทางสังคมใหญ่ๆ หลงเหลืออยู่อีก (แต่แนวคิดเช่นนี้มลายเป็นอากาศธาตุไปกับการเกิดวินาศกรรม 9/11 และความเชื่อใหม่เกี่ยวกับ “สงครามระหว่างอารยธรรม”)
สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ คำว่า “โลกาภิวัตน์” เป็นคำที่มาพร้อมกับการขยายตัวของระบบทุนนิยม การล่มสลายของค่ายคอมมิวนิสต์ ความเชื่อว่าระบบทุนนิยมมีชัยชนะเบ็ดเสร็จ “เราไม่มีทางเลือกอื่น” และประวัติศาสตร์ “สิ้นสุดแล้ว” นักคิดของฝ่ายซ้ายตะวันตกจึงมักวิจารณ์ว่า โลกาภิวัตน์ที่เกิดขึ้นเป็นแค่ “โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ” (economic globalization) หรือ “โลกาภิวัตน์ของบรรษัท” (corporate globalization) ซึ่งภาคธุรกิจและบรรษัทข้ามชาติคือผู้กุมอำนาจที่แท้จริงในโลก การต่อต้านโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจหรือโลกาภิวัตน์ของบรรษัทนี่เอง ทำให้สื่อมวลชนกระแสหลักในตะวันตกขนานนามขบวนการสังคมใหม่ว่า “ขบวนการต่อต้านโลกาภิวัตน์” (Anti-globalization Movement) ในขณะที่ขบวนการสังคมใหม่ไม่เห็นด้วยกับการขนานนามเช่นนี้และมักนิยามตัวเองเป็น “ขบวนการความยุติธรรมโลก” (Global Justice Movement) ยืนยันว่าขบวนการต่างหากที่สนับสนุนโลกาภิวัตน์ที่แท้จริงหรือโลกาภิวัตน์ของประชาชน ดังที่มักเรียกขานกันว่า “โลกาภิวัตน์รากหญ้า” (grassroots globalization)
คำว่า “โลกาภิวัตน์” (Globalization) เป็นศัพท์ใหม่ที่สร้างความฮือฮาและร้อนแรงทั้งในวงการวิชาการและสื่อสารมวลชนในช่วงทศวรรษ 1990 คำคำนี้ไม่เพียงมีอิทธิพลต่อสังคมศาสตร์หลายแขนง ครอบคลุมทั้งด้านการเมือง เศรษฐศาสตร์ วัฒนธรรมและเทคโนโลยีการสื่อสาร แต่ยังมีอิทธิพลต่อโลกทัศน์และความรู้สึกนึกคิดของคนจำนวนมากในยุคสมัยใหม่
โลกาภิวัตน์เป็นคำที่เกิดมาก่อนหน้าทศวรรษ 1990 แล้ว โดยเริ่มต้นจากนักวิจารณ์ด้านวัฒนธรรมชาวแคนาดา มาร์แชลล์ แมคลูฮาน (Marshall McLuhan) ใน ค.ศ. 1964 เขากล่าวถึงคำว่า “หมู่บ้านโลก” (global village) หมายถึงโลกยุคใหม่ที่ตั้งอยู่บนฐานของเทคโนโลยี อันนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่เร่งเร็วขึ้นในทุกระดับของสังคมมนุษย์
ความหมายของโลกาภิวัตน์ในสื่อมวลชนกระแสหลักของตะวันตก (ซึ่งมีอิทธิพลต่อสื่อมวลชนกระแสหลักในภูมิภาคอื่นๆ ส่วนใหญ่ของโลก) คำคำนี้บ่งบอกถึงปรากฏการณ์ของการครองความเป็นใหญ่ของลัทธิเศรษฐกิจตลาดเสรี การครองความเป็นใหญ่ของระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตยตะวันตก วิถีชีวิตทางวัฒนธรรมแบบอเมริกัน (“Americanization”) การแพร่ขยายของเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารสมัยใหม่ (“Internet Revolution”) การปฏิวัติการขนส่งด้วยตู้คอนเทนเนอร์ ตลอดจนถึงทัศนคติว่า มนุษยชาติกำลังยืนอยู่ตรงธรณีประตูที่จะก้าวไปสู่การรวมโลกเป็นชุมชนหนึ่งเดียวที่ไม่มีความขัดแย้งทางสังคมใหญ่ๆ หลงเหลืออยู่อีก (แต่แนวคิดเช่นนี้มลายเป็นอากาศธาตุไปกับการเกิดวินาศกรรม 9/11 และความเชื่อใหม่เกี่ยวกับ “สงครามระหว่างอารยธรรม”)
สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ คำว่า “โลกาภิวัตน์” เป็นคำที่มาพร้อมกับการขยายตัวของระบบทุนนิยม การล่มสลายของค่ายคอมมิวนิสต์ ความเชื่อว่าระบบทุนนิยมมีชัยชนะเบ็ดเสร็จ “เราไม่มีทางเลือกอื่น” และประวัติศาสตร์ “สิ้นสุดแล้ว” นักคิดของฝ่ายซ้ายตะวันตกจึงมักวิจารณ์ว่า โลกาภิวัตน์ที่เกิดขึ้นเป็นแค่ “โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ” (economic globalization) หรือ “โลกาภิวัตน์ของบรรษัท” (corporate globalization) ซึ่งภาคธุรกิจและบรรษัทข้ามชาติคือผู้กุมอำนาจที่แท้จริงในโลก การต่อต้านโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจหรือโลกาภิวัตน์ของบรรษัทนี่เอง ทำให้สื่อมวลชนกระแสหลักในตะวันตกขนานนามขบวนการสังคมใหม่ว่า “ขบวนการต่อต้านโลกาภิวัตน์” (Anti-globalization Movement) ในขณะที่ขบวนการสังคมใหม่ไม่เห็นด้วยกับการขนานนามเช่นนี้และมักนิยามตัวเองเป็น “ขบวนการความยุติธรรมโลก” (Global Justice Movement) ยืนยันว่าขบวนการต่างหากที่สนับสนุนโลกาภิวัตน์ที่แท้จริงหรือโลกาภิวัตน์ของประชาชน ดังที่มักเรียกขานกันว่า “โลกาภิวัตน์รากหญ้า” (grassroots globalization)
-*-------------------------------*-
แหล้งอ้างอิง :: http://www.sameskybooks.org/2008/02/15/globalization/
วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ปฐมฤกษ์ IB321 ^,^
สัปดาห์แรกที่เริ่มเปิดการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย และวันศุกร์ ที่ 5 มิ.ย. 52
ก็เป็นวันที่มีเรียน วิชา IB321 International Business Management
เป็นครั้งแรก อาจารย์เฟรส พูดเก่ง สนุกสนานเฮฮา ทำให้ไม่ง่วงดี ^^
อาจารย์เฟรส แจกกระดาษให้เขียนชื่อ สีที่ชอบ ดารา/นักร้อง คติประจำ ประวัติส่วนตัวบางอย่าง และให้ถามกัน แล้วก็ให้ออกไปบอกข้อมูลของเพื่อนหน้าห้อง แล้วเรียกต่อๆกันไปเรื่อยๆ ก็ทำให้ได้รู้จักชื่อเพื่อนหลายๆคนเพิ่มขึ้น เพราะเราอยู่ภาควิชาเดียวกันก็ควรจะรู้จักกันไว้บ้าง แต่เราเข้ามาเรียนช้ากว่าที่อาจารย์แจกกระดาษเลยไม่ทันได้เขียน แต่ก็ยังได้ฟังเพื่อนๆและอาจารย์สอน
และอาจารย์ก็แจงรายละเอียดเกี่ยวกับคะแนน ข้อตกลงในการเรียนต่างๆ
อาจารย์เฟรสเริ่มจากการไม่ได้สอนที่เป็นเนื้อหาหนักมาก
สอนความรู้ทั่วไปต่างๆเกี่ยวกับวิชานี้ แล้วก็สั่งให้กลับมาทำ Blog
และบอกว่าหลังจากการเรียนทุกครั้งให้กลับมาอัพความรู้ที่ได้ หรือความรู้ที่หาเพิ่มเติม หรืออะไรก็ได้
ก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้เราน่าจะตั้งใจเรียนมากขึ้น และได้ทบทวนอีกด้วย
วันนี้อาจารย์ปล่อยช้าไปนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเบื่อเลย
เอาไว้ครั้งหน้ามาอัพอะไรใหม่ๆให้ได้อ่านกันอีกนะจ๊ะ ^,^
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
