วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ผลกระทบโลกาภิวัฒน์กับธุรกิจ

เข้าเรียนสาย ^^
แต่ลองถามเพื่อนๆดู เพื่อนก้อบอกว่า ได้เรียนเรื่องเกี่ยวกับ
international business,inter active learning
แล้วก็ลองกลับมาหาข้อมูลดู
ได้มาเรื่องนึง
โลกาภิวัฒน์ กับ แนวทางการดำเนินนโบายการเงินอนาคต
การดำเนินชีวิตในโลกปัจจุบันนี้ไม่ได้เรียบง่ายเช่นในอดีต แต่กลับต้องดำเนินชีวิตภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ที่นับวันยิ่งเชี่ยวกราดมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทุกอย่างรอบตัวกำลังรวมเป็นตลาดเดียว คือ ตลาดโลก นั่นหมายความว่า ราคาสินค้า และบริการถูกกำหนดโดยตลาดโลก ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการย่างเข้าสู่เศรษฐกิจแบบตลาดของ ประเทศจีน อินเดีย และยุโรปตะวันออก การปฏิวัติทางเทคโนโลยี และการสื่อสาร ต้นทุนการคมนาคมขนส่งที่ลดลงต่ำเป็นอย่างมาก ด้วยปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นแรงผลักดันให้เกิดการแบ่งงานกันทำมากขึ้น หรือเราสามารถอธิบายโลกาภิวัฒน์ในมุมมองของธุรกิจเข้ากับมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ได้ว่า โลกาภิวัฒน์ คือ ช็อคที่เกิดขึ้นกับ ราคาสัมพัทธ์ โดยระดับราคาทั่วไปขึ้นกับราคาสินค้า และบริการที่ผลิตได้ในประเทศ โดยแนวโน้มของ ราคาเป็นดังนี้ราคาของ Tradable Goods (สินค้าที่มีการทดแทนกันอย่างเกือบสมบูรณ์โดยสินค้านำเข้า หรือราคาถูกกำหนดจากภายนอกประเทศ) มีแนวโน้มลดลงราคาของ Non-tradable Goods (สินค้าที่ไม่มีการทดแทนกัน หรือราคาถูกกำหนดจาก ภายในประเทศ) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์ต่ออัตราเงินเฟ้อสรุปได้ ดังนี้
(๑.) การเปลี่ยนแปลงของอัตราการค้า (ราคาของสินค้าออกต่อราคาสินค้าเข้า)โลกาภิวัฒน์ได้เปลี่ยนแปลงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความเกี่ยวเนื่องกับเงินเฟ้อ อันเนื่องมาจากการตีตลาดสินค้าราคาถูกจากเอเชีย นั่นคือ ช็อคของอุปทานทางบวก (การเพิ่มขึ้นของอุปทานทุกระดับราคา) ดังนั้นการลดลงของราคาสินค้านำเข้าทำให้ค่าจ้างที่แท้จริงเพิ่มขึ้น หรืออำนาจซื้อเพิ่มขึ้นโดยที่ไม่มีต้นทุนเกิดขึ้นผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายการเงินในทางปฏิบัติ ก่อให้เกิดผลดีต่อการดำเนินนโยบายการเงินที่เรียกว่า “Tailwind” นั่นคือ ธนาคารกลางสามารถใช้นโยบายการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับที่สูงกว่าปกติ หรือกล่าวได้ว่าลดอัตราเงินเฟ้อโดยที่ไม่จำเป็นต้้องมีการชะลอตัวของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จากการศึกษาเชิงประจักษ์ของ London School of Economics ผลดีที่เกิดขึ้นนี้เกิดนี้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว เพราะว่าแรงงานอาจจะสร้างรูปแบบ การคาดการณ์จากคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากผลได้ของอัตราการค้า ดังนั้นการดำเนินนโยบายนี้ใช้ได้เพียงชั่วคราว
(๒.) การเปลี่ยนแปลงของพลวัตระยะสั้นของกระบวนการเงินเฟ้อโลกาภิวัฒน์ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเงินเฟ้อ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะสั้น (Short-run tradeoff) มีความสัมพันธ์ในลักษณะลาดมากขึ้น หรือชันน้อยลง จากการศึกษาเชิงประจักษ์ที่ได้จากหลายประเทศทั่วโลก พบว่าทศวรรษที่ ๗๐ ความสัมพันธ์มีลักษณะแนวดิ่ง คือ ไม่ว่าจะพยายามที่จะรักษาอัตราการว่างงานให้ต่ำกว่าอัตราการว่างงานธรรมชาติแล้วก็ตามส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อทศวรรษที่ ๘๐ ความสัมพันธ์มีลักษณะชันลาดลง คือ เงินเฟ้อที่ระดับต่ำจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อภาวะเศรษฐกิจมีการว่างงานมากขึ้นทศวรรษที่ ๙๐ ความสัมพันธ์มีลักษณะลาดจนเกือบ(๓.) ต้นทุนการผลิตมีการตอบสนองต่อวัฏจักรธุรกิจน้อยลง เห็นได้จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีการย้ายการผลิตไปยังจีน อินเดีย และยุโรปตะวันออก ทำให้แรงงานเห็นว่าไม่มีประโยชน์อันใดในการเรียกร้องเพิ่มค่าจ้างในขณะที่การว่างงานลดลง หรือกล่าวได้ว่าจำกัดผลกระทบที่เกิดจากต้นทุนแรงงานหน่วยสุดท้าย เมื่อมีการผลิตเพิ่มขึ้น
(๔.) การอพยพแรงงาน ในปี ค.ศ. ๑๙๙๗ สองในสามของแรงงานที่เพิ่มขึ้นมาจากการอพยพ ขนาดของการอพยพจะสะท้อนส่วนต่างของค่าจ้างระหว่างประเทศ ในปัจจุบันธุรกิจมีแนวโน้มที่สูงขึ้นในการใช้แรงงานจากต่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความชำนาญเฉพาะทาง ดังนั้นถ้าผู้ประกอบการพบว่า มันเป็นการยากในการหาแรงงานเพิ่ม แทนที่จะเพิ่มค่าจ้างเพื่อจ้างแรงงานนั้นจากบริษัทอื่น เราสามารถนำแรงงานจากต่างประเทศมาใช้แทนข้อสังเกต การเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผลผลิต และต้นทุนแรงงานลดลงในบางครั้งผลจากโลกาภิวัฒน์อาจก่อให้เกิดผลในทางตรงข้าม
------------------------------------

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น